ผู้เขียน หัวข้อ: สัตววัตถุ เม่น  (อ่าน 9 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤศจิกายน 15, 2017, 02:49:42 PM
  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 28
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด


เม่น
เม่นเป็นสัตว์เลือดอุ่น
จัดอยู่ในสกุล Hystricidae
เม่นที่เจอในประเทศไทยมี ๒  ชนิด  เช่น
๑.เม่นใหญ่แผงคอยาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hystrix  brachyuran  Linnaeus
ชื่อสามัญว่า  Malayan  porcupine
เม่นประเภทนี้มีขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๖๓ – ๗๐  ซม. หางยาว ๖ – ๑๐ ซม. น้ำหนักตัว  ๓-๗ กิโลกรัม ขนบนลำตัวเป็นขนแข็งใช้ป้องกันภัย  หัวเล็ก จมูกป้าน มีหนวดยาวสีดำ รอบๆลำตัว คอ รวมทั้งไหล่  มีขนแข็ง  สั้น  สีดำ  ขนใต้คอสีขาว ตาเล็ก ใบหูเล็ก ขนตั้งแต่หลังไหล่ไล่ลงไปแข็งยาว ด้านโคนและปลายสีขาว ตรงกลางสีดำ ปลายแหลม หางมีขนเหมือนหลอดสั้นๆขาสีดำเม่นชนิดนี้ถูกใจออกหากินโดยลำพังในค่ำคืน รักสงบ เวลาเจอศัตรูจะวิ่งหนี เพียงพอจวนตัวจะหยุดนิ่งแล้วพองขนขึ้น ศัตรูที่ไล่หลังมาอย่างเร็วหากหยุดไม่ทันก็จะโดนขนเม่นตำ แล้วก็ถ้าหากศัตรูใช้ตีนตะปบก็จะโดนขนเม่นตำเหมือนกัน  ได้รับความปวดเจ็บมาก เมื่อศัตรูหนีจากไปแล้ว  เม่นก็จะหลบเข้าโพรงไม้หรือโพรงดิน ขนเม่นที่หลุดออกไปจะมีขนใหม่ผลิออกขึ้นมาแทนที่ เม่นชนิดนี้กินผัก หญ้าสด หน่อไม้ กาบไม้ ผลไม้ และก็กระดูกสัตว์  เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุราว ๒ ปี ตั้งครรภ์นาน  ๔  เดือน  ตกลุกครั้งละ  ๑ -๓  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย ลูกเม่นแรกเกิดมีขนที่อ่อน  แม้กระนั้นเมื่อถูกอากาศด้านนอกขนจะเบาๆแข็งขึ้น  อายุราว ๒๐ ปีเจอทางภาคใต้ของประเทศไทย ในเมืองนอกเจอที่มาเลเชียรวมทั้งอินโดนีเซีย
๒. เม่นหางพวง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Atherurus  macroura (Linnaeus)
ชื่อสามัญว่า  bush-tailed  porcupine
เม่นชนิดนี้มีความยาวลำตัววัดจากปลายจมูกถึงโคนหาง  ๔๐ – ๕๐  เซนติเมตร หางยาว ๑๕ – ๒๐ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๒.๕ – ๕  โล จมูกเล็ก มีหนวดยาว ใบหูเล็ก ลำตัวยาว ขาสัน มีขนแข็งปกคลุมทั่วตัว ขนบางส่วนแข็งรวมทั้งปลายแหลมมากมาย  คล้ายหนาม  ขนส่วนที่ยาวที่สุดอยู่บริเวณกลางข้างหลังขนแบน  มีร่องยาวอยู่ด้านบน ช่วงกึ่งกลางหางไม่ค่อยมีขน แต่ว่าเป็นเกล็ด โคนหางมีขนสั้นๆปลายหางมีขนขึ้นดกหนาเป็นกระจุก ดูเป็นพวง ขนดังกล่าวแข็งและแหลมคม ส่วนขนที่หัวบริเวณขา ๔ และรอบๆใต้ท้อง แหลม แต่ไม่แข็ง ขาค่อนข้างจะสั้น ใบเครื่องทอผ้าลมแล้วก็เล็กมากมาย เล็บเท้าเหยียดหยามตรง ทื่อ และแข็งแรงมาก  เหมาะกับขุดดิน เม่นประเภทนี้ออกหากินในช่วงเวลาค่ำคืน  ช่วงเวลากลางวันมักหลบซ่อนอยู่ในโพรงดิน  ตามโคนรากของต้นไม้ใหญ่ หรือตามซอกหิน มักออกหากินเป็นฝูง  ใช้ขนเป็นอาวุธป้องกันตัว กินหัวพืช หน่อไม้  กาบไม้  รากไม้  ผลไม้  แมลง เขาแล้วก็กระดูกสัตว์  คลอดลูกทีละ ๓- ๕  ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย  ลูกเม่นทารกมีขนอ่อนนุ่ม แต่จะต่อยๆแข็งขึ้นอายุราว ๑๔ ปี เจอในทุกภาคของเมืองไทย ในต่างประเทศพบทางภาคใต้ของจีน แล้วก็ที่ลาว เวียดนาม  เขมร มาเลเซีย  และก็อินโดนีเซีย

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยใช้ขนเม่นที่สุมไฟให้ไหม้แล้วปรุงเป็นยาแก้ตานซาง  แก้พิษกาฬ  พิษไข้ เชื่อมซึม กระเพาะอาหารของเม่นใช้ปรุงเป็นยากินบำรุงน้ำดี ช่วยทำให้ลำไส้มีกำลังบีบย่อยของกิน พระหนังสือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่ง เข้า“ขนเม่น” เป็นยาใช้ภายนอกตัวเด็ก ดังนี้ ภาคหนึ่งยาใช้ภายนอกตัวกุมารกันสรรพโรคทั้งปวง รวมทั้งจะเป็นไข้อภิฆาฏก็ดี  โอปักกะไม่กาพาธก็ดีแล้ว ท่านให้เอาใบมะชน คราบงูเห่า หอมแดง สาบนกแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง  บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมโค ทาตัวกุมาร จ่ายความมัวหมองโทษทั้งผองดีนัก